คุณประโยชน์ของสมุนไพรไทย

คุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยสวัสดีครับทุกท่านเรื่องราวต่อไปนี้ ก่อนอื่นเลยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของคนไทยและประเทศไทยเรามากเมื่อชาวต่างชาติเองได้มีการนำเอาสมุนไพรมากมายหลายตัวไปทดลองและสกัดจนกลายเป็นวัตถุดิบหลักๆของเครื่องสำอางแบรนด์ดัง ซึ่งบอกได้เลยว่า เครื่องสำอางที่ผลิตมาจาก สมุนไพรธรรมชาติ นั้นได้รับความนิยมมากมาย

และเรื่องที่ผมจะนำมารีวิวในวันนี้ บอกได้เลยว่า ผมมีความรู้สึกทั้งชื่นชมยินดีและอิจฉาอยู่ในคราวเดียวกันซึ่งที่ยินดีชื่นชมนั้นก็เป็นเพราะว่าสมุนไพรต่างๆ ที่ทางฝรั่งนั้นเอาไปทำเป็นเครื่องสำอางนั้นมันมีแหล่งปลุกอยู่ที่ประเทศไทยเสียเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นเมื่อพูดถึงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพรเหล่านี้คนจึงยกย่องอยู่เสมอๆ ว่า ประเทศไทยนั้น เป็นแหล่งผลิตเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่ดีที่สุดในโลก

แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่น่าเสียก็คือ ของที่ประเทศไทยนั้นเป็นของที่หาได้ในประเทศไทยและส่วนหนึ่งคนไทยเองก็เคยใช้กันมานานแสนนานแล้วแต่เหตุใด เหตุไฉนประเทศไทยเราจึงไม่ยอมทำเครื่องสำอางเอง วิเคราะห์ วิจัยทำออกขายเองให้โด่งดังไปเลยครับแต่นี่กลับกันอย่างมากเลย เพราะสมุนไพรต่างๆ ในประเทศไทยนั้น ถูกชาวต่างชาติเขาเอาไปทำและจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยเป็นอันหมดสิทธิ์อวดอ้างว่าคนไทยเราเคยใช้หรือเป็นเจ้าของมาก่อนมันน่าเสียดายไหมล่ะครับ

ซึ่งอย่างไหร่ก็ตามการวิจัยและนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอางในปัจจุบันนี้นั้นแม้จะมีบ้างแต่ก็ถือเป็นส่วนน้อยครับกับภูมิปัญญาไทยที่เรามีทั้งหมดดังนั้นเราจึงไม่ควรรอช้าครับ มีสมุนไพรชนิดไหนที่ยังมีประโยชน์อยู่ จัดเลยครับ

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับจุกหลอก

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับจุกหลอก

เราเห็นมันอยู่ตลอดเวลา ทุกๆที่มีเด็ก จุกหลอกมักจะอยู่กับเด็กเสมอ เมื่อถามว่ามันมีเพื่ออะไร? พ่อแม่มักจะตอบว่าเพื่อทำให้เด็กไม่ร้องไห้บ้าง เพื่อให้เด็กฝึกดูดบ้าง เหตุผลที่อธิบายว่ามันมีเพื่ออะไรนั้น มีเต็มไปหมด แต่เมื่อถามถึงต้นกำเนิดหรือข้อมูลอื่นๆ คนที่รู้เรื่องจุกหลอกที่ว่านี่กลับมีน้อยเหลือเกิน ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับจุกหลอกกัน

  1. จุกหลอกในช่วงแรกๆมีสารตะกั่ว: ในช่วงศตวรรษที่ 18 จุกหลอกมีลักษณะเป็นแท่งยางสีดำหรือสีขาว และไม่ได้มี “ตัวป้องกัน”เพื่อไม่ให้เด็กสำลักด้วยซ้ำไป และสีขาวที่เกิดขึ้นมักจะเป็นผลมาจากสารตะกั่ว
  2. เคยมีคนทำจุกหลอกจากปะการังด้วย: ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 17-18 และ 19 ในประเทศอังกฤษ เคยมีคนใช้วัสดุในการ ทำความสะอาดฟันมาทำเป็นจุกหลอก และปะการังคือหนึ่งในวัสดุทำความสะอาดฟันที่ว่า
  3. มีกระทั่งจุกหลอกที่ทำจากผ้า: หรือมีอีกชื่อว่า “ผ้าขี้ริ้วรสหวาน” จุกหลอกที่ว่านี่ใช้กันบ่อยมากในประเทศอเมริกาตอนศตวรรษที่ 19 โดยมันจะทำมาจากผ้าลินินพันอยู่กับแท่งน้ำตาล และด้วยภูมิปัญญาแบบพิศดารนี้ “ผ้าขี้ริ้วรสหวาน” นี่สามารถเอาไปจุ่มในบรั่นดีหรือวิสกี้ แล้วอมเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันได้เหมือนกันด้วย
  4. ช้อนเงิน: ประโยคทีว่า “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” อาจจะมีต้นกำเนิดมาจาก พวกชนชั้นสูงในศตวรรษที่ 18 โดยแม่ของชนชั้นที่ว่ามักจะอนุญาตให้ลูกๆของพวกตน กัดแทะช้อนเงินช้อนทองเพื่อช่วยในการบำรุงฟันของพวกเขา
  5. ฝรั่งเศสสั่งห้ามใช้จุกหลอก: ในปี 1926 ฝรั่งเศสห้ามการใช้จุกหลอก (หรือที่เรียกว่า ซูเซ็ตต์ ในภาษาฝรั่งเศส) เนื่องจากอันตรายของมัน